ผู้ฝึกสอนกีฬาสันทนาการห้ามพลาด! 7 เคล็ดลับบริหารเวลาให้คุ้มค่าทุกนาที

webmaster

레저스포츠지도자 업무에서의 시간 관리 비법 - **Prompt: The Masterful Time-Blocking Coach**
    A highly organized female sports coach, in her lat...

จัดระเบียบตารางสอนให้เป๊ะปัง ไม่มีหลุด!

레저스포츠지도자 업무에서의 시간 관리 비법 - **Prompt: The Masterful Time-Blocking Coach**
    A highly organized female sports coach, in her lat...
เพื่อนๆ โค้ชคะ ลองคิดดูสิคะว่าในแต่ละวันเรามีเรื่องให้ทำเยอะแค่ไหน ทั้งจัดคลาสสอนหลายแบบ หลายระดับ เตรียมอุปกรณ์ ประเมินผลนักกีฬา ไหนจะต้องรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกมากมาย บางทีตารางสอนก็แน่นเอี๊ยดจนแทบจะกินข้าวไม่ทัน ฉันเองก็เคยค่ะที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะวิ่งชนกำแพง เพราะจัดตารางแบบมั่วๆ พอถึงเวลาจริงก็มีแต่เรื่องเร่งด่วนเต็มไปหมด จนบางทีก็ลืมสิ่งสำคัญ หรือไม่ได้เตรียมตัวสอนอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์คือคุณภาพการสอนดรอปลง นักเรียนก็ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากที่เราควรจะให้ได้ แถมเราก็เหนื่อยฟรีอีกต่างหาก จุดเริ่มต้นของการจัดการเวลาที่ดีที่สุดคือการ “จัดระเบียบตารางสอน” ค่ะ ไม่ใช่แค่เขียนลงปฏิทินนะ แต่มันคือการจัดสรรเวลาอย่างมีกลยุทธ์ ฉันจะบอกเคล็ดลับที่ฉันลองทำแล้วได้ผลดีเยี่ยมเลยค่ะ คือการแบ่งเวลาเป็นบล็อกๆ และให้ความสำคัญกับงานแต่ละชิ้น เพื่อให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมของงานทั้งหมด และวางแผนล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตารางสอนที่ดีจะช่วยลดความวุ่นวาย ทำให้เราโฟกัสกับการสอนได้เต็มที่ และที่สำคัญคือ มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นที่สำคัญไม่แพ้กันด้วยนะคะ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยตารางที่ชัดเจน เราจะรู้สึกมั่นใจและมีพลังในการทำงานได้มากแค่ไหน

สร้างตารางเวลาที่ยืดหยุ่นแต่ชัดเจน

ฉันเชื่อว่าหลายคนคงเคยใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มต่างๆ ในการจัดการตารางสอน ซึ่งมันดีมากๆ เลยค่ะ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการ “สร้างตารางที่ยืดหยุ่น” แต่ยังคงความชัดเจนไว้ หมายความว่าเราต้องเผื่อเวลาสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน หรือการเปลี่ยนแปลงตารางกะทันหันอยู่เสมอค่ะ เช่น อาจจะกันเวลา 15-30 นาที ระหว่างคลาสเพื่อพัก จัดเตรียมอุปกรณ์ หรือตอบคำถามนักเรียน นอกจากนี้ การใช้สีหรือสัญลักษณ์เพื่อแยกประเภทของคลาสหรือกิจกรรมก็ช่วยให้มองเห็นภาพรวมได้ง่ายขึ้นมากเลยค่ะ พอเราเห็นภาพรวม เราก็จะรู้ว่าช่วงไหนที่เราสามารถรับงานเพิ่มได้ หรือช่วงไหนที่เราควรพักผ่อน ฉันเองเคยใช้การบล็อกเวลาสีเขียวสำหรับคลาสปกติ สีเหลืองสำหรับงานเอกสาร และสีแดงสำหรับเวลาส่วนตัว มันช่วยให้ฉันบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้นเยอะมากเลยค่ะ และยังช่วยให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจในการควบคุมเวลาในชีวิตมากขึ้นด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เวลามาควบคุมเรา

จัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละชิ้น

ไม่ใช่แค่งานสอนเท่านั้นที่เราต้องทำ แต่ยังมีงานอื่นๆ อีกมากมายที่โค้ชทุกคนต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นงานธุรการ การตอบอีเมล การวางแผนโปรแกรมฝึกซ้อม หรือแม้แต่การพัฒนาเนื้อหาการสอนใหม่ๆ ฉันเองเคยพลาดกับการให้ความสำคัญกับงานที่ไม่เร่งด่วนก่อน ทำให้งานสำคัญที่ต้องส่งหรือต้องทำตามกำหนดล่าช้าไปหมด วิธีที่ฉันใช้แล้วได้ผลดีคือการจัดลำดับความสำคัญของงานตามหลัก “เร่งด่วนและสำคัญ” ค่ะ อะไรที่เร่งด่วนและสำคัญที่สุดก็ทำก่อน อะไรที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วนก็วางแผนว่าจะทำเมื่อไหร่ และอะไรที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วนก็ลองหาผู้ช่วยดู หรือหาทางทำให้มันอัตโนมัติ การที่เรากำหนดเป้าหมายและลำดับความสำคัญของงานแต่ละชิ้นไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีทิศทาง ไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น และทำให้เราสามารถส่งมอบผลงานที่มีคุณภาพได้ตามกำหนดเวลา เพื่อนๆ ลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าชีวิตการทำงานจะง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ภาระ!

Advertisement

ในยุคนี้ ใครๆ ก็พูดถึงเรื่อง AI, VR หรือแอปพลิเคชันต่างๆ ที่เข้ามาช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ซึ่งฉันก็เห็นด้วยนะคะว่ามันดีมากๆ เลย แต่บางทีเทคโนโลยีก็อาจกลายเป็นดาบสองคมได้เหมือนกัน ถ้าเราใช้มันไม่เป็น หรือใช้มากเกินไปจนกลายเป็นภาระ ฉันเคยเป็นคนที่พยายามจะลองใช้ทุกอย่างที่เขาว่าดี สุดท้ายก็สับสน งงไปหมด เพราะแต่ละแอปฯ ก็มีฟังก์ชันคล้ายๆ กัน แต่ต้องมาเรียนรู้ใหม่หมด แถมบางทีก็เสียเงินไปฟรีๆ โดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่เลยค่ะ กว่าจะรู้ตัวว่าอะไรเหมาะกับเราก็เสียเวลาไปเยอะมาก โค้ชหลายคนอาจจะรู้สึกว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มันซับซ้อนเกินไป หรือต้องใช้เวลาเรียนรู้เยอะ แต่จริงๆ แล้ว มันมีเครื่องมือดีๆ ที่ช่วยให้งานของเราง่ายขึ้นได้เยอะเลยนะคะ ถ้าเราเลือกใช้ให้ถูกกับความต้องการของเรา ฉันขอแนะนำว่าให้เริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาที่เรากำลังเจออยู่จริงๆ ก่อนค่ะ ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามทุกกระแสเสมอไป เลือกใช้แค่เครื่องมือไม่กี่ตัวที่ช่วยให้งานเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นก็พอแล้วค่ะ แล้วเราจะค้นพบว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นภาระเลย แต่มันคือผู้ช่วยที่แสนดีต่างหาก

เลือกแอปพลิเคชันจัดการตารางและงานที่ใช่

ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันมากมายที่ช่วยจัดการตารางเวลา การนัดหมาย และการสื่อสาร ฉันเคยลองใช้มาหลายตัวมากค่ะ ทั้ง Google Calendar, Calendly, Trello, Asana หรือแม้แต่ Line Group ที่โค้ชหลายคนนิยมใช้ สิ่งสำคัญคือการเลือกตัวที่ “ตอบโจทย์การทำงานของเราจริงๆ” ค่ะ เช่น ถ้าเราต้องนัดหมายกับนักกีฬาหรือผู้ปกครองบ่อยๆ Calendly ก็เป็นตัวช่วยที่ดี เพราะสามารถให้นักกีฬาเลือกเวลาที่ว่างได้เอง ไม่ต้องมานั่งคุยกันไปมาให้เสียเวลา หรือถ้าเรามีโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่ต้องทำเป็นทีม Trello หรือ Asana ก็ช่วยให้เราแบ่งงาน ติดตามความคืบหน้า และสื่อสารกันในทีมได้อย่างราบรื่นค่ะ ฉันเองเลือกใช้ Google Calendar เป็นหลักในการบล็อกเวลาส่วนตัวและเวลางาน เพราะมันเชื่อมต่อกับทุกอุปกรณ์ และแจ้งเตือนได้ดีมาก ส่วนงานที่ต้องติดตามรายละเอียดเยอะๆ ก็ใช้ Trello ค่ะ มันทำให้ฉันไม่พลาดทุกเรื่องสำคัญ และยังช่วยลดความเครียดจากการจัดระเบียบงานได้เยอะเลย

ใช้ AI และ VR ในการฝึกสอนอย่างชาญฉลาด

เทรนด์ AI และ VR Training กำลังมาแรงมากๆ ในวงการกีฬาใช่ไหมคะ โค้ชหลายคนอาจจะกังวลว่าจะตามไม่ทัน หรือต้องลงทุนเยอะ แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถเริ่มต้นจากการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลนักกีฬา เช่น รูปแบบการเคลื่อนไหว จุดแข็ง จุดอ่อน หรือแม้แต่ใช้ VR เพื่อสร้างสถานการณ์จำลองในการฝึกซ้อม ซึ่งช่วยให้นักกีฬาได้ฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่เหมือนจริง โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการบาดเจ็บ ฉันเคยมีโอกาสได้ใช้ AI ในการวิเคราะห์ฟอร์มการว่ายน้ำของนักกีฬา ทำให้ฉันสามารถให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงและแม่นยำมากขึ้น นักกีฬาก็พัฒนาได้เร็วขึ้นด้วยค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีราคาแพงเสมอไปนะคะ บางแอปพลิเคชันบนมือถือก็มีฟังก์ชัน AI ที่น่าสนใจที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้ ลองศึกษาและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการของทีมดูนะคะ มันจะช่วยให้การฝึกสอนของเราล้ำหน้าและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน

เคล็ดลับสื่อสารกับผู้ปกครองและนักกีฬาให้ได้ผล

การสื่อสารนี่แหละค่ะ คือหัวใจสำคัญของการทำงานโค้ชเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับนักกีฬาเพื่อสร้างความเข้าใจในแผนการฝึกซ้อม สร้างแรงจูงใจ หรือแม้แต่การสื่อสารกับผู้ปกครองเพื่อรายงานความคืบหน้า ขอความร่วมมือ หรือตอบคำถามต่างๆ ฉันเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนน่าจะเคยเจอปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือต้องเสียเวลาไปกับการตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ใช่ไหมคะ ฉันเองก็เคยค่ะที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันไปกับการตอบ Line หรือโทรศัพท์หาผู้ปกครองจนไม่มีเวลาทำงานอย่างอื่นเลย พอเหนื่อยมากๆ เข้า ก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิด และบางทีก็ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและนักกีฬาด้วย การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ช่วยแค่ประหยัดเวลาของเราเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจ และความร่วมมือที่ดีระหว่างเรากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย มันคือการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ให้แข็งแรง และทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมและเป้าหมายเดียวกัน

กำหนดช่องทางการสื่อสารที่ชัดเจน

สิ่งแรกที่ฉันเรียนรู้จากการทำงานมานานคือการ “กำหนดช่องทางการสื่อสารที่ชัดเจน” ค่ะ เราไม่สามารถให้ทุกคนส่งข้อความมาทางไหนก็ได้ เพราะนั่นจะทำให้เราจัดการได้ยากมากๆ ลองกำหนดไปเลยค่ะว่าเรื่องนี้ให้ติดต่อทางอีเมล เรื่องนั้นให้ติดต่อทาง Line ส่วนตัว หรือเรื่องเร่งด่วนให้โทรศัพท์ ฉันเคยสร้างกลุ่ม Line สำหรับผู้ปกครองโดยเฉพาะ เพื่อแจ้งข่าวสารสำคัญๆ และตอบคำถามที่พบบ่อย ทำให้ฉันไม่ต้องตอบซ้ำๆ หลายครั้ง นอกจากนี้ การกำหนดเวลาที่เราจะตอบข้อความหรือรับโทรศัพท์ก็สำคัญเช่นกันค่ะ เช่น บอกผู้ปกครองว่า “ฉันจะตอบข้อความในกลุ่ม Line ช่วงเวลา 17.00-18.00 น.

ของทุกวัน” แบบนี้จะช่วยให้เรามีเวลาทำงานส่วนตัวมากขึ้น และผู้ปกครองก็รู้ว่าจะได้รับการติดต่อกลับเมื่อไหร่ค่ะ การสื่อสารที่ชัดเจนและเป็นระบบจะช่วยลดความสับสนและประหยัดเวลาของทุกคนได้มากเลย

สร้าง FAQ หรือคู่มือข้อมูลสำหรับผู้ปกครอง

คำถามยอดฮิตที่ผู้ปกครองมักจะถามซ้ำๆ มีอะไรบ้างคะ? ค่าใช้จ่าย ตารางเรียน อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม กฎระเบียบต่างๆ แทนที่เราจะต้องมานั่งตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกครั้ง ฉันแนะนำให้ “สร้าง FAQ (คำถามที่พบบ่อย) หรือคู่มือข้อมูล” ขึ้นมาเลยค่ะ แล้วส่งให้ผู้ปกครองทุกคนตั้งแต่แรก หรือโพสต์ไว้ในกลุ่ม Line หรือบนเว็บไซต์/เพจของสถาบัน การมีข้อมูลเหล่านี้พร้อมให้เข้าถึงได้ตลอดเวลาจะช่วยลดคำถามจุกจิก และทำให้ผู้ปกครองสามารถหาข้อมูลได้เองทันทีที่ต้องการ ฉันเคยทำเป็นไฟล์ PDF ง่ายๆ ที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่ผู้ปกครองควรรู้ แล้วส่งให้ทุกคนก่อนเริ่มคลาส มันช่วยประหยัดเวลาในการตอบคำถามของฉันไปได้เยอะมาก แถมผู้ปกครองก็รู้สึกว่าเราใส่ใจและเตรียมข้อมูลมาอย่างดีด้วยค่ะ ลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าได้ผลดีเกินคาด

เวลาส่วนตัวก็สำคัญ สร้างสมดุลชีวิตให้แฮปปี้

เพื่อนๆ โค้ชคะ ลองถามใจตัวเองดูสิคะว่า ครั้งสุดท้ายที่เราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จริงๆ คือเมื่อไหร่? บางทีเราก็ทุ่มเทกับงานมากเกินไป จนลืมดูแลตัวเอง ลืมให้เวลากับคนที่รัก ลืมทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบใช่ไหมคะ ฉันเองก็เคยเป็นแบบนั้นค่ะ ทำงานหนักจนร่างกายอ่อนเพลีย จิตใจก็รู้สึกเหนื่อยล้า พอกลับบ้านก็ไม่มีแรงจะทำอะไรแล้ว ยิ่งนานวันเข้าก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะ Burnout นั่นแหละค่ะเป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว เพราะการดูแลตัวเองและสร้างสมดุลชีวิตให้ดี ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวเท่านั้นนะคะ แต่มันส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการทำงานของเราด้วย ถ้าเราสุขภาพดี จิตใจแจ่มใส เราก็จะสามารถสอนได้อย่างมีพลัง มีความคิดสร้างสรรค์ และรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามความสำคัญของเวลาส่วนตัวและกิจกรรมผ่อนคลายนะคะ มันคือการเติมพลังให้ตัวเราเอง เพื่อให้เราสามารถกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขในระยะยาวค่ะ

Advertisement

กำหนดเวลา “ห้ามรบกวน” ที่ชัดเจน

หนึ่งในเคล็ดลับที่ฉันใช้แล้วได้ผลดีมากๆ เลยคือการ “กำหนดเวลาห้ามรบกวน” ค่ะ หมายความว่าในช่วงเวลาที่เรากำหนดนี้ เราจะไม่รับโทรศัพท์ ไม่ตอบอีเมล ไม่เช็คโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับงานเลยค่ะ อาจจะแค่ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน หรือบล็อกไว้เลยว่าวันเสาร์อาทิตย์คือเวลาส่วนตัวล้วนๆ ไม่มีงานเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด การทำแบบนี้อาจจะฟังดูยากในช่วงแรก เพราะเราจะรู้สึกผิดหรือกังวลว่าจะมีงานด่วนเข้ามา แต่จริงๆ แล้ว พอเราทำไปเรื่อยๆ ทุกคนจะเรียนรู้และเคารพเวลาส่วนตัวของเราเองค่ะ ฉันเคยลองปิดโทรศัพท์และไปทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น อ่านหนังสือ เดินเล่น หรือออกกำลังกาย มันช่วยให้ฉันได้พักสมองจากเรื่องงานอย่างแท้จริง พอได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พอถึงเวลาทำงาน ก็รู้สึกมีพลังและความคิดสร้างสรรค์กลับมาเต็มเปี่ยมเลยค่ะ ลองเริ่มต้นจากเวลาสั้นๆ ก่อนก็ได้นะคะ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความเหมาะสม

หากิจกรรมที่เติมเต็มพลังให้ตัวเอง

แต่ละคนก็มีวิธีเติมพลังให้ตัวเองที่แตกต่างกันไปใช่ไหมคะ สำหรับบางคนอาจจะเป็นการออกกำลังกาย การอ่านหนังสือ การดูหนัง การฟังเพลง การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ สิ่งสำคัญคือการ “หากิจกรรมที่ทำให้เรามีความสุขและรู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง” ค่ะ และต้องจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ เหมือนที่เราจัดสรรเวลาให้กับการทำงานนั่นแหละค่ะ อย่ารู้สึกผิดที่จะใช้เวลาไปกับเรื่องส่วนตัวนะคะ เพราะการที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบ จะช่วยลดความเครียด เพิ่มความสุข และทำให้เรากลับมาทำงานได้อย่างมีพลัง ฉันเคยลองไปเรียนทำอาหารดูค่ะ มันช่วยให้ฉันได้โฟกัสกับสิ่งใหม่ๆ ได้ปลดปล่อยความเครียดจากงาน และยังได้เมนูอร่อยๆ กลับบ้านอีกด้วย การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวนะคะ แต่มันคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อสุขภาพกายและใจของเราเองค่ะ

พัฒนานักกีฬาไปพร้อมพัฒนาตัวเอง: เรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด

ในฐานะโค้ช เราทุกคนต่างก็อยากเห็นนักกีฬาของเราประสบความสำเร็จใช่ไหมคะ แต่ในขณะเดียวกัน เราเองก็ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเองด้วยเช่นกันค่ะ โลกของกีฬามันหมุนเร็วมาก มีเทคนิคใหม่ๆ หลักการฝึกซ้อมใหม่ๆ หรือแม้แต่องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่อัปเดตอยู่เสมอ ถ้าเราหยุดเรียนรู้เมื่อไหร่ เราก็จะตามไม่ทันโลกค่ะ และนั่นจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการสอนของเราโดยตรง ฉันเคยรู้สึกว่าตัวเองเก่งแล้ว มีประสบการณ์มาเยอะแล้ว ก็เลยไม่ค่อยได้หาความรู้ใหม่ๆ สุดท้ายก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรจะไปสอนนักกีฬาเพิ่มแล้ว นักกีฬาก็เริ่มไม่เห็นความแตกต่างจากโค้ชคนอื่น และเราเองก็เริ่มหมดไฟไปเรื่อยๆ การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ช่วยให้เรามีความรู้ความสามารถที่ทันสมัยเท่านั้นนะคะ แต่มันยังช่วยให้เรามีความมั่นใจ มีแรงบันดาลใจในการทำงาน และสามารถสร้างสรรค์โปรแกรมฝึกซ้อมที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพให้กับนักกีฬาได้อยู่เสมอ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเราเป็นโค้ชที่เก่งรอบด้านและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา นักกีฬาของเราจะภูมิใจในตัวเรามากแค่ไหน

ติดตามเทรนด์และองค์ความรู้ใหม่ๆ ในวงการกีฬา

การเป็นโค้ชที่ดีไม่ใช่แค่สอนตามประสบการณ์เดิมๆ เท่านั้นนะคะ แต่ต้อง “เปิดรับและติดตามเทรนด์ใหม่ๆ” ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการฝึกซ้อมที่ทันสมัย โปรแกรมโภชนาการสำหรับนักกีฬา จิตวิทยาการกีฬา หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยีเพื่อวิเคราะห์ผลงาน ฉันเองชอบที่จะอ่านบทความวิจัย เข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ หรือติดตามข่าวสารจากสถาบันกีฬาชั้นนำระดับโลกอยู่เสมอค่ะ บางทีแค่การอ่านบทความสั้นๆ ก็อาจจะจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ให้กับการฝึกสอนของเราได้แล้ว สิ่งสำคัญคือการที่เราต้องกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และนำสิ่งใหม่ๆ เหล่านั้นมาปรับใช้ให้เข้ากับนักกีฬาของเราค่ะ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมดในทันทีนะคะ อาจจะลองนำแนวคิดเล็กๆ น้อยๆ มาปรับใช้ก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ค่ะ ยิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเป็นโค้ชที่มีคุณค่าและเป็นที่ต้องการมากขึ้นเท่านั้น

ลงทุนกับการพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

การลงทุนกับการพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการลงเรียนคอร์สออนไลน์ การเข้าอบรมเวิร์คช็อป การขอคำปรึกษาจากโค้ชรุ่นพี่ หรือแม้แต่การอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับกีฬาและจิตวิทยา การลงทุนเหล่านี้อาจจะต้องใช้เวลาและเงินบ้าง แต่เชื่อเถอะค่ะว่ามันคุ้มค่ามากๆ เพราะสิ่งที่เราได้กลับมาคือความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น ฉันเคยตัดสินใจลงทุนลงเรียนคอร์สวิทยาศาสตร์การกีฬาเพิ่มเติม ซึ่งมันช่วยให้ฉันเข้าใจหลักการฝึกซ้อมในเชิงลึกมากขึ้น และสามารถออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมกับนักกีฬาแต่ละคนได้อย่างแม่นยำขึ้นเยอะเลยค่ะ อย่ากลัวที่จะลงทุนกับตัวเองนะคะ เพราะความรู้และความสามารถที่เรามีติดตัวนี่แหละค่ะคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของเรา

มองหาผู้ช่วย หรือทีมงานเล็กๆ ให้งานราบรื่นขึ้น

레저스포츠지도자 업무에서의 시간 관리 비법 - **Prompt: Innovative AI-Powered Coaching Session**
    A focused male sports coach, in his mid-40s, ...

เพื่อนๆ เคยรู้สึกว่ามีงานล้นมือ จนอยากจะแยกร่างได้ไหมคะ? บางทีงานที่เราต้องทำคนเดียวมันก็เยอะเกินไปจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมสนาม เตรียมอุปกรณ์ การจัดการเอกสาร การประสานงานกับผู้ปกครอง หรือแม้แต่การดูแลนักกีฬาจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การทำงานคนเดียวแบบแบกทุกอย่างไว้ อาจจะทำให้เราทำงานได้ไม่เต็มที่ เหนื่อยล้า และที่สำคัญคือ อาจจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการสอนของเราด้วย ฉันเองก็เคยพยายามทำทุกอย่างคนเดียวมานาน จนสุดท้ายก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหมดแรงและเริ่ม Burnout แล้วจริงๆ นั่นแหละค่ะเป็นจุดที่ฉันเริ่มคิดว่า “ฉันไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างคนเดียว” การที่เรามีผู้ช่วย หรือทีมงานเล็กๆ เข้ามาสนับสนุน ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่งหรือไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองนะคะ แต่มันคือการที่เรารู้จักบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้งานของเราดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ

Advertisement

มอบหมายงานที่ไม่ใช่งานหลักให้ผู้อื่นทำ

ลองลิสต์งานทั้งหมดที่เราต้องทำออกมาดูสิคะ แล้วลองดูว่างานไหนบ้างที่ไม่ใช่งานหลักของเราจริงๆ หรือเป็นงานที่เราสามารถ “มอบหมายให้ผู้อื่นทำ” ได้ เช่น งานเอกสาร งานประสานงานพื้นฐาน หรือแม้แต่การช่วยจัดเตรียมอุปกรณ์บางอย่าง ฉันเคยลองให้ผู้ช่วยเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการตอบ Line กลุ่มผู้ปกครองในช่วงที่ฉันกำลังสอน ทำให้ฉันสามารถโฟกัสกับการสอนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อความสำคัญเข้ามาแล้วไม่ได้ตอบ หรือถ้าเรามีนักกีฬาหลายคน การมีผู้ช่วยโค้ชอีกคนมาช่วยดูแลในบางส่วนก็ช่วยลดภาระของเราได้เยอะเลยค่ะ การมอบหมายงานที่เหมาะสม จะช่วยให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับงานสอนที่เป็นหัวใจหลักของเราได้อย่างเต็มที่ และยังช่วยให้ผู้ช่วยได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะไปด้วยในตัวด้วยนะคะ

ใช้ระบบจัดการผู้ช่วยหรืออาสาสมัคร

ถ้าเรามีงานที่ต้องใช้ผู้ช่วยหรืออาสาสมัครเป็นครั้งคราว การมี “ระบบจัดการผู้ช่วยหรืออาสาสมัคร” ที่ดีจะช่วยให้งานของเราง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ เช่น การสร้างตารางงานให้ชัดเจน การมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบ การจัดอบรมพื้นฐาน หรือแม้แต่การมีช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็ว ฉันเคยใช้แอปพลิเคชันง่ายๆ ในการจัดตารางให้ผู้ช่วยแต่ละคน ทำให้พวกเขารู้ว่าต้องทำอะไรเมื่อไหร่ และยังสามารถแจ้งงานหรืออัปเดตสถานะผ่านแอปฯ ได้ด้วย การมีระบบที่ดีจะช่วยลดความสับสน ลดข้อผิดพลาด และทำให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ การให้คำชื่นชมและคำขอบคุณกับผู้ช่วยหรืออาสาสมัครก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ เพราะมันช่วยสร้างขวัญกำลังใจและทำให้พวกเขารู้สึกมีส่วนร่วมกับทีมของเราค่ะ

จัดการงานเอกสารให้ไว ไม่ปวดหัวอีกต่อไป

พูดถึงงานเอกสารทีไร หลายคนอาจจะถอนหายใจยาวๆ ใช่ไหมคะ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ เพราะงานเอกสารนี่แหละที่มักจะทำให้เราเสียเวลาไปเยอะมาก ทั้งกรอกข้อมูล ทำรายงาน สรุปผล หรือแม้แต่การจัดการใบเสร็จต่างๆ พอพอกองพะเนินเข้า ก็เริ่มรู้สึกปวดหัวแล้วใช่ไหมคะ ยิ่งนานวันเข้า เอกสารก็ยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนบางทีก็หาไม่เจอ หรือข้อมูลตกหล่น ทำให้งานล่าช้าและอาจจะเกิดปัญหาตามมาได้ การจัดการงานเอกสารที่ดี ไม่ได้ช่วยแค่ประหยัดเวลาของเราเท่านั้นนะคะ แต่มันยังช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีระบบ ระเบียบ และที่สำคัญคือ ข้อมูลต่างๆ ก็จะพร้อมใช้งานอยู่เสมอเมื่อเราต้องการ ทำให้เราสามารถตัดสินใจหรือทำรายงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเราสามารถจัดการกองเอกสารเหล่านี้ให้เสร็จได้ในเวลาอันสั้น เราจะมีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะเลย!

ใช้ระบบ Digital เพื่อลดเอกสารกระดาษ

ในยุคนี้ เราไม่จำเป็นต้องเก็บเอกสารทุกอย่างเป็นกระดาษแล้วนะคะ การ “เปลี่ยนมาใช้ระบบ Digital” จะช่วยลดปริมาณเอกสารกระดาษลงได้อย่างมหาศาล และยังช่วยให้เราค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ ฉันเองเคยใช้ Google Drive หรือ Dropbox ในการจัดเก็บเอกสารสำคัญๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประวัติการฝึกซ้อมของนักกีฬา ตารางการแข่งขัน หรือแม้แต่สัญญาต่างๆ การจัดเก็บแบบดิจิทัลช่วยให้ฉันสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่สนามหรือที่บ้าน และยังสามารถแชร์ข้อมูลให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างง่ายดายด้วยค่ะ นอกจากนี้ การใช้โปรแกรมจัดการเอกสาร เช่น Microsoft OneNote หรือ Evernote ก็ช่วยให้เราสามารถจดบันทึก รวบรวมข้อมูล และจัดการงานต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ลองค่อยๆ เปลี่ยนจากการใช้กระดาษมาเป็นดิจิทัลดูนะคะ แล้วจะรู้ว่ามันช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะจริงๆ

จัดระเบียบและตั้งชื่อไฟล์ให้เป็นระบบ

เมื่อเราเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ห้ามมองข้ามเลยก็คือการ “จัดระเบียบและตั้งชื่อไฟล์ให้เป็นระบบ” ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเรามีไฟล์งานเป็นร้อยเป็นพัน แต่ไม่มีระบบการตั้งชื่อที่ดี เวลาจะหาอะไรก็ต้องมานั่งไล่เปิดดูทีละไฟล์ เสียเวลามากๆ เลยใช่ไหมคะ ฉันแนะนำให้ตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย มีวันที่กำกับ หรือมีชื่อนักกีฬา เพื่อให้เราสามารถค้นหาได้ง่าย เช่น “รายงานผล_นักกีฬาA_ฟุตบอล_25670815” หรือ “ตารางซ้อม_ทีมบาส_สัปดาห์ที่3_กันยายน” การมีโฟลเดอร์ที่แบ่งตามประเภทงาน ปี หรือนักกีฬาก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ การจัดระเบียบที่ดีจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างรวดเร็ว ลดข้อผิดพลาด และทำให้เราสามารถจัดการข้อมูลต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ

พลังของการวางแผนล่วงหน้า: เตรียมพร้อมสู่ความสำเร็จ

เพื่อนๆ โค้ชคะ เคยไหมคะที่รู้สึกว่าตัวเองต้องวิ่งไล่ตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา จนไม่มีเวลาได้คิดวางแผนอะไรเลย? พอถึงเวลาจริงก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ซึ่งบางทีก็ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง และทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าและหมดพลังไปเรื่อยๆ การทำงานแบบไม่วางแผนล่วงหน้าก็เหมือนกับการเดินเรือออกสู่ทะเลโดยไม่มีแผนที่นั่นแหละค่ะ เราอาจจะไปถึงจุดหมายได้ แต่ก็อาจจะต้องเจออุปสรรคมากมาย หรือเสียเวลาไปกับการหลงทาง การวางแผนล่วงหน้าไม่ได้เป็นแค่การกำหนดเป้าหมายเท่านั้นนะคะ แต่มันคือการสร้าง Roadmap ที่ชัดเจนให้กับตัวเราเอง เพื่อให้เรารู้ว่าเราจะไปทางไหน ต้องทำอะไรบ้าง และจะไปถึงจุดหมายได้อย่างไร ฉันเองเคยคิดว่าการวางแผนล่วงหน้าเป็นเรื่องที่เสียเวลา แต่พอได้ลองทำจริงๆ แล้ว กลับพบว่ามันช่วยประหยัดเวลาและพลังงานไปได้เยอะมาก แถมยังช่วยให้งานของเรามีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ด้วยค่ะ

วางแผนเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว

การวางแผนที่ดีควรเริ่มต้นจากการ “กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน” ค่ะ ทั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว สำหรับนักกีฬา อาจจะเป็นเป้าหมายรายวัน รายสัปดาห์ หรือเป้าหมายในการแข่งขันสำคัญๆ สำหรับตัวเราเอง อาจจะเป็นเป้าหมายในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ หรือเป้าหมายในการสร้างสมดุลชีวิต เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เราก็จะสามารถวางแผนขั้นตอนการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้ค่ะ ฉันเคยลองตั้งเป้าหมายระยะยาวว่าอยากให้นักกีฬาทีมชาติของฉันได้เหรียญในการแข่งขันระดับเอเชีย แล้วก็ย้อนกลับมาวางแผนระยะสั้นว่าแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์ เราต้องทำอะไรบ้างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น การทำแบบนี้ช่วยให้เรามีทิศทางในการทำงาน ไม่หลงทาง และสามารถประเมินผลความคืบหน้าได้อย่างสม่ำเสมอด้วยค่ะ

เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ชีวิตโค้ชไม่ใช่เรื่องที่คาดเดาได้เสมอไปใช่ไหมคะ บางทีก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาบาดเจ็บ อุปกรณ์ชำรุด หรือสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ การวางแผนที่ดีจึงไม่ควรละเลยการ “เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน” ค่ะ ลองคิดดูว่าถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น เราจะมีแผนสำรองอย่างไร จะรับมือกับมันได้อย่างไร ฉันเองมักจะเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ เช่น ถ้าฝนตก เราจะเปลี่ยนไปฝึกซ้อมในร่มแทน หรือถ้ามีนักกีฬาบาดเจ็บ เราจะมีโปรแกรมฟื้นฟูที่พร้อมให้คำแนะนำเบื้องต้น การเตรียมพร้อมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเจอเรื่องร้ายๆ เสมอไปนะคะ แต่มันคือการที่เรามีความพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ ทำให้เราไม่ตกใจ ไม่เสียเวลาในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และสามารถรักษาระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง

กลยุทธ์การบริหารเวลา ประโยชน์สำหรับโค้ช/ครูสอนกีฬา เครื่องมือแนะนำ
การบล็อกเวลา (Time Blocking) ช่วยให้เห็นภาพรวมของตารางงาน ลดความสับสน โฟกัสกับงานแต่ละชิ้นได้เต็มที่ มีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมส่วนตัวมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการตัดสินใจว่าจะทำอะไรก่อนหลัง Google Calendar, Apple Calendar, Outlook Calendar, Forest App (ช่วยให้ไม่วอกแวก)
การจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) มั่นใจว่างานสำคัญที่สุดจะเสร็จทันเวลา ลดความเครียดจากการทำงานที่ล้นมือ สามารถใช้เวลาและพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่เสียไปกับงานที่ไม่จำเป็น Eisenhower Matrix (ใช้หลักเร่งด่วน/สำคัญ), Todoist, Microsoft To Do, Trello
การมอบหมายงาน (Delegation) ลดภาระงาน เพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้โค้ชมีเวลาไปโฟกัสกับงานสอนที่เป็นหัวใจหลัก และช่วยพัฒนาศักยภาพของทีมงานหรือผู้ช่วย Asana, Trello, Slack (สำหรับการสื่อสารและมอบหมายงาน), Email
การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Tools) ประหยัดเวลาในการจัดการเอกสาร การสื่อสาร และการวางแผน ลดข้อผิดพลาด เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล และช่วยให้ทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา Google Drive, Dropbox, Evernote, OneNote, Calendly, Zoom, Line Group
Advertisement

ปิดท้ายกันค่ะ

เพื่อนๆ โค้ชคะ ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเคล็ดลับและประสบการณ์ที่ฉันได้นำมาแบ่งปันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์และช่วยจุดประกายให้ทุกคนได้ลองนำไปปรับใช้กับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันนะคะ การจัดการเวลาที่ดีอาจจะดูเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายาม แต่เชื่อเถอะค่ะว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากเรามีความตั้งใจและมีวินัย เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาไปทีละก้าว รับรองว่าชีวิตการทำงานจะราบรื่นขึ้น มีความสุขมากขึ้น และที่สำคัญคือ เราจะมีเวลาเหลือไปดูแลตัวเองและคนที่คุณรักได้อย่างเต็มที่ โดยไม่รู้สึกผิดหรือกังวลเลยค่ะ อย่าลืมนะคะว่าโค้ชที่มีความสุขและมีพลัง จะสามารถส่งต่อสิ่งดีๆ ให้นักกีฬาได้อย่างเต็มศักยภาพ สู้ๆ นะคะทุกคน!

ข้อมูลน่ารู้เพิ่มเติม

1. ลองใช้เทคนิค Pomodoro เพื่อเพิ่มสมาธิในการทำงาน โดยการแบ่งเวลาทำงานออกเป็นช่วงๆ ละ 25 นาที แล้วพัก 5 นาที จะช่วยให้คุณโฟกัสได้ดีขึ้นและไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเกินไป

2. กำหนดให้มีวันหนึ่งในสัปดาห์เป็น “วันปลอดการประชุม” เพื่อให้คุณมีเวลาจดจ่อกับงานสำคัญที่ต้องใช้สมาธิสูงโดยไม่มีสิ่งรบกวน ช่วยให้งานเดินหน้าได้เร็วขึ้นเยอะเลย

3. สร้าง “Morning Routine” ที่ดีและทำอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตื่นเช้ามาดื่มน้ำ ออกกำลังกายเบาๆ หรือนั่งสมาธิเพียงไม่กี่นาที เพื่อเริ่มต้นวันอย่างมีพลังและสดใส

4. ฝึกปฏิเสธงานหรือคำขอที่ไม่จำเป็น เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้รับภาระมากเกินไปจนทำให้งานหลักสะดุด หรือส่งผลกระทบต่อเวลาส่วนตัวที่สำคัญ

5. ทบทวนตารางเวลาและเป้าหมายในแต่ละสัปดาห์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินผลและปรับปรุงแผนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอยู่เสมอ

Advertisement

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

การจัดการเวลาที่ดีคือหัวใจสำคัญของโค้ชที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การจัดตารางสอน แต่ยังรวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของงาน การใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ การสื่อสารที่ชัดเจนกับทุกฝ่าย การไม่ละเลยการดูแลสุขภาพกายใจของตัวเอง และการเรียนรู้พัฒนาทักษะใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสุข และเป็นแรงบันดาลใจที่ยั่งยืนให้กับนักกีฬาได้เสมอค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: โค้ชหรือครูสอนกีฬาอย่างเรา จะจัดสรรเวลายังไงให้งานเดินหน้า และมีเวลาส่วนตัวได้บ้างคะ?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจโค้ชหลายๆ คนแน่นอนค่ะ เพราะฉันเองก็เคยประสบปัญหานี้มาแล้วจริงๆ ตอนแรกๆ นะคะ รู้สึกว่าเวลา 24 ชั่วโมงมันไม่พอเลยจริงๆ ค่ะ งานสอน งานเอกสาร ตอบลูกค้า วนไปทั้งวัน ยิ่งถ้ามีคลาสเช้าติดคลาสเย็นนี่คือแทบจะไม่ได้พักเลย แต่พอได้ลองปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเวลาไปทีละนิด มันเวิร์คมากเลยค่ะ!

เคล็ดลับแรกที่ฉันอยากแนะนำเลยคือ “การวางแผนล่วงหน้า” ค่ะ ลองใช้เวลาช่วงเย็นก่อนนอนสัก 15-20 นาที หรือเช้าวันอาทิตย์ก็ได้ค่ะ มานั่งลิสต์งานทั้งหมดที่จะต้องทำในสัปดาห์หน้า หรือวันพรุ่งนี้ แล้วจัดลำดับความสำคัญของงานค่ะ ว่าอะไรคือ “เร่งด่วนและสำคัญ” อะไรคือ “สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน” และอะไรคือ “เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ” เหมือนที่เราจัดโปรแกรมฝึกให้นักกีฬานั่นแหละค่ะ เราเองก็ต้องจัดตารางชีวิตให้ตัวเองด้วย

พอรู้แล้วว่าอะไรสำคัญที่สุด เราก็จะโฟกัสถูกจุด ไม่เสียเวลาไปกับงานที่ไม่จำเป็น การแบ่งเวลาแบบ Block Time ก็ช่วยได้เยอะมากค่ะ เช่น กำหนดไปเลยว่าช่วงเช้าเป็นเวลาสอน ช่วงบ่ายเป็นเวลาเตรียมกิจกรรมและตอบอีเมล ช่วงเย็นเป็นเวลาดูแลตัวเองหรือครอบครัว พอเรากำหนดเวลาชัดเจน เราก็จะมีสมาธิกับงานตรงหน้ามากขึ้น และไม่เผลอไถโซเชียลเพลินจนลืมงานสำคัญไปค่ะ

นอกจากนี้ การใช้ตัวช่วยอย่างแอปพลิเคชันปฏิทินในมือถือ หรือสมุดแพลนเนอร์ก็สำคัญไม่แพ้กันนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าจะดูยุ่งยากค่ะ ลองหาแอปฯ ที่ใช้แล้วรู้สึกว่าใช้ง่าย ตอบโจทย์การทำงานของเรา เช่น Google Calendar หรือแม้แต่ Line Keep ก็ยังได้เลยค่ะ แค่เราจดทุกอย่างลงไปให้หมด ทั้งตารางสอน นัดลูกค้า หรือแม้กระทั่งเวลาออกกำลังกายของตัวเอง ก็จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของวันและสัปดาห์ได้ชัดเจนขึ้น ไม่ต้องคอยมานั่งคิดว่าลืมอะไรไปหรือเปล่า ลดความเครียดไปได้เยอะเลยค่ะ ลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะ แล้วจะรู้สึกว่ามีเวลาหายใจมากขึ้นจริงๆ ค่ะ

ถาม: เทรนด์ใหม่ๆ อย่าง AI หรือ VR training เข้ามาเยอะมาก เราควรเริ่มต้นยังไงดีคะ ไม่ให้รู้สึกว่าตามไม่ทัน?

ตอบ: เข้าใจเลยค่ะว่าโค้ชหลายคนกังวลกับเรื่องนี้ เพราะฉันเองก็เคยรู้สึกแบบเดียวกันเป๊ะๆ เลยค่ะ โลกมันหมุนเร็วมากจริงๆ เหมือนทุกวันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ โผล่มาให้เราตื่นเต้น (ปนกังวล) อยู่เสมอ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง หรือเก่งทุกเรื่องในเวลาเดียวกัน” ค่ะ จำคำนี้ไว้ให้ขึ้นใจเลยนะคะ!

จากประสบการณ์ตรงของฉัน การเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือ “เริ่มจากสิ่งที่เราสนใจและคิดว่าจะนำมาปรับใช้กับงานเราได้มากที่สุด” ค่ะ ลองหาข้อมูลดูก่อนว่าเทคโนโลยี AI หรือ VR training แบบไหนที่น่าจะเหมาะกับกีฬาที่เราสอน หรือกลุ่มนักเรียนที่เราดูแลอยู่ เช่น ถ้าเราสอนโยคะ การใช้แอปพลิเคชัน AI ที่ช่วยวิเคราะห์ท่าทาง หรือ VR ที่จำลองบรรยากาศการฝึกแบบใหม่ๆ ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีค่ะ หรือถ้าเราเป็นโค้ชฟุตบอล การใช้โดรนบันทึกภาพการฝึกซ้อมเพื่อวิเคราะห์ฟอร์มการเล่นของนักกีฬา ก็นับเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ได้เหมือนกันค่ะ

ไม่ต้องรีบร้อนลงทุนกับอุปกรณ์ราคาแพงในตอนแรกนะคะ ลองหาคอร์สออนไลน์สั้นๆ หรือเวิร์คช็อปเล็กๆ ที่สอนพื้นฐานการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ดูก่อน หรือจะลองศึกษาจากบล็อกต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย หรือ YouTube ก็มีข้อมูลดีๆ เยอะแยะเลยค่ะ ฉันเองก็เริ่มจากการดู YouTube นี่แหละค่ะ ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด ลองผิดลองถูกบ้างก็ไม่เป็นไรค่ะ

ที่สำคัญคือ “การสร้างเครือข่าย” ค่ะ ลองพูดคุยกับเพื่อนโค้ชคนอื่นๆ ที่เขาลองใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ แล้ว เขาอาจจะมีคำแนะนำดีๆ หรือช่วยชี้ช่องทางที่เราไม่เคยรู้มาก่อนได้ การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จะทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และมีกำลังใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากขึ้นค่ะ อย่าให้ความกังวลมาฉุดรั้งเราไว้ เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ถ้าใช้เป็น มันจะช่วยให้งานของเราสนุกและมีประสิทธิภาพขึ้นเยอะเลยนะคะ!

ถาม: ทำงานหนักจนรู้สึกจะ Burnout บ่อยๆ มีวิธีดูแลตัวเองไม่ให้หมดไฟ และรักษาสมดุลชีวิตยังไงคะ?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจฉันสุดๆ ไปเลยค่ะ เพราะฉันเองก็เคยอยู่ในจุดที่รู้สึกว่า “อีกนิดเดียวก็จะ Burnout แล้ว” เหมือนกันค่ะ บางทีตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่อยากลุกจากเตียงเลย ทั้งๆ ที่เป็นงานที่เราหลงใหลแท้ๆ นั่นแหละค่ะคือสัญญาณเตือนว่าเราเริ่มหมดไฟแล้ว การดูแลตัวเองไม่ให้หมดไฟนี่สำคัญไม่แพ้การดูแลนักกีฬาเลยนะคะ เพราะถ้าเราไม่ไหว ใครจะดูแลนักกีฬาของเราล่ะจริงไหมคะ?

เคล็ดลับสำคัญอันดับแรกที่ฉันอยากจะบอกเลยคือ “เราต้องอนุญาตให้ตัวเองได้พักบ้าง” ค่ะ ฟังดูง่าย แต่ทำยากสำหรับพวกเราโค้ชใช่ไหมคะ?
แต่เชื่อเถอะค่ะว่ามันสำคัญจริงๆ ลองจัดตารางเวลา “พักผ่อน” เหมือนที่เราจัดตาราง “ทำงาน” เลยค่ะ จะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ห้ามแตะงาน หรือจะเป็นช่วงเย็นที่ปิดคอมพิวเตอร์ ปิดการแจ้งเตือนจากกลุ่มไลน์งานไปเลยก็ได้ค่ะ ไปใช้เวลากับครอบครัว ไปดูหนัง ฟังเพลง หรือจะไปเดินเล่นในสวนสาธารณะเฉยๆ ก็ได้ค่ะ

อีกอย่างที่ช่วยได้มากคือ “การออกกำลังกาย” ค่ะ แม้ว่างานของเราจะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว แต่การออกกำลังกายเพื่อตัวเราเอง โดยไม่ต้องคิดเรื่องการสอน หรือการฝึกนักกีฬา มันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปมากค่ะ เหมือนได้ปลดปล่อยความเครียด แล้วพอร่างกายสดชื่น จิตใจก็กระปรี้กระเปร่าตามไปด้วย นอกจากนี้ การหางานอดิเรกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกีฬาเลยก็ช่วยได้มากนะคะ อย่างฉันเองก็ชอบทำอาหาร หรืออ่านหนังสือที่ไม่ใช่เรื่องกีฬาเลยค่ะ พอได้เปลี่ยนบรรยากาศ ทำอะไรที่ไม่ต้องใช้สมองคิดเรื่องงาน มันเหมือนได้ชาร์จแบตให้ตัวเองเต็มที่เลยค่ะ

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือ “การพูดคุยและระบาย” ค่ะ อย่าเก็บความรู้สึกเหนื่อยล้าไว้คนเดียว ลองปรึกษาเพื่อนโค้ชที่เราสนิท หรือคนในครอบครัวดูค่ะ บางทีแค่ได้พูดออกไป ก็รู้สึกโล่งขึ้นแล้วค่ะ และบางครั้งพวกเขาอาจจะมีมุมมองหรือคำแนะนำดีๆ ที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ การยอมรับว่าเราเหนื่อยได้ และขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยค่ะ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเรากำลังดูแลตัวเอง เพื่อให้เราพร้อมที่จะกลับมาเป็นโค้ชที่ดีที่สุดในแบบของเราต่อไปได้อย่างยั่งยืนค่ะ สู้ๆ นะคะ!

📚 อ้างอิง